กฎหมายแรงงาน เกษียณอายุ 55 ปี

เมื่อพนักงานถึงวัยเกษียณอายุ 55 ปี ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ ที่ฝ่าย HR ต้องดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องสิทธิตามกฎหมายแรงงาน การจ่ายค่าชดเชย การจัดเตรียมเอกสาร และการประสานงานเรื่องบำนาญชราภาพกับสำนักงานประกันสังคม 

ซึ่งในปีนี้ HR ยิ่งต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะมีการปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ (CARE Model) ที่จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินมากขึ้น และยุติธรรมกว่าเดิม 

ในบทความนี้ เราจะพา HR และผู้ประกอบการมาทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า เกษียณอายุ 55 ปี ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? แล้วสูตรบำนาญประกันสังคมแบบใหม่มีผลอย่างไร? และพนักงาน ม.33 หรือ ม.39 จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง? ถ้าพร้อมแล้ว เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลย !

เกร็ดความรู้ กฎหมายแรงงาน เกษียณอายุ 55 ปี 

การเกษียณอายุในกฎหมายแรงงานไทย ถือเป็นการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2560 มาตรา 118/1 เพราะเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างจากเหตุ “อายุครบตามที่กำหนด” ไม่ว่าจะเป็น อายุที่บริษัทกำหนดเอง หรืออายุที่ตกลงไว้ในสัญญา 

แต่ในกรณีที่ไม่มีข้อตกลง หรือไม่มีการกำหนดไว้เลย ลูกจ้างก็มีสิทธิขอเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีได้ และจะมีผลใน 30 วันหลังแสดงเจตนา ซึ่งหมายความว่า นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย เหมือนกรณีเลิกจ้างทั่วไปนั่นเอง

กฎหมายแรงงาน เกษียณอายุ 55 ปี

HR ต้องทำยังไง ? เมื่อพนักงานเกษียณอายุ 55 ปี ตามกฎหมายแรงงาน

การเกษียณอายุ อาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับ HR ในองค์กรแล้ว จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า เมื่อพนักงานใกล้เกษียณอายุ ต้องเตรียมการอะไรบ้าง ซึ่งตามสถานการณ์จะแบ่งง่าย ๆ ได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1: นายจ้างกำหนดอายุเกษียณไว้ต่ำกว่า 60 ปี

ให้ยึดตามข้อบังคับการทำงาน (หรือสัญญาจ้าง) หากบริษัทกำหนดเกษียณที่ 55 ปี เมื่อพนักงานถึงอายุนี้ ก็ถือว่าเป็น “การเลิกจ้าง” ทันที และต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน

กรณีที่ 2: นายจ้างไม่กำหนดอายุเกษียณ หรือกำหนดไว้เกิน 60 ปี

ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิยื่นเจตนาเกษียณ เมื่ออายุครบ 60 ปีขึ้นไป และให้มีผลเมื่อครบ 30 วันหลังการแสดงเจตนา และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง แต่หากลูกจ้างเลือกเกษียณก่อนครบ 60 ปีด้วยตัวเอง นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายชดเชยสำหรับการเลิกจ้าง

ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท หรือผู้ประกอบการ ที่กำลังมองหาระบบช่วยจัดการงาน HR ให้เป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็ว ขอ

แนะนำ Cloud-TA โปรแกรมบริหารงานบุคคล (HRM & Time Attendance) ที่ใช้งานร่วมกับทั้งเครื่องสแกนนิ้วเข้างาน เครื่องสแกนใบหน้า (Face Recognition) และแอปมือถือสำหรับเช็กอิน – เช็กเอาต์ 

กฎหมายแรงงาน เกษียณอายุ 55 ปี

5 ขั้นตอนที่ HR ต้องเตรียมเมื่อมีพนักงานเกษียณอายุ

เมื่อองค์กร หรือบริษัทของคุณมีพนักงานที่จะเกษียณอายุ HR ต้องเตรียมตัวตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. กำหนดวันเกษียณอายุให้ชัดเจน

เพื่อให้องค์กร และพนักงานเข้าใจตรงกัน และเตรียมการอื่น ๆ ได้ถูกต้องล่วงหน้า

2. วางแผนรับสมัครพนักงานใหม่มาทดแทน

เพื่อให้องค์กรสามารถเตรียมบุคลากรใหม่มาทดแทน และถ่ายถ่ายทอดงานต่อได้ทัน อีกทั้งยังช่วยให้ขั้นตอนการทำงานไม่หยุดชะงัก หรือสะดุด

3. ดำเนินการเรื่องสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน

เพื่อคำนวณ และจ่ายค่าชดเชย ตามอายุงานของพนักงานอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายแรงงาน ว่าด้วยเรื่องการจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 118

4. พิจารณาเรื่องค่าชดเชย สวัสดิการ หรือเงินช่วยเหลืออื่น ๆ

ซึ่งการพิจารณาค่าชดเชย จะขึ้นอยู่กับนโยบายองค์กร เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บำเหน็จ หรือบำนาญ เป็นต้น

5. ให้คำแนะนำเรื่องการเงิน และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 

เพื่อช่วยพนักงานวางแผนชีวิตหลังเกษียณ เช่น เงินประกันสังคม กองทุนลงทุน หรือประกันชีวิต เป็นต้น

อัปเดตล่าสุด ว่าด้วยเรื่องการปรับสูตรบำนาญชราภาพประกันสังคมใหม่

คณะกรรมการประกันสังคม มีมติเอกฉันท์ปรับสูตรเงินบำนาญชราภาพใหม่สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 และ มาตรา 39 โดยจะเปลี่ยนมาใช้ระบบ CARE (Career-Average Revalued Earnings) หรือการคำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงาน ที่ถูกปรับค่าเงินให้เป็นปัจจุบันก่อนคำนวณ

ทำไมต้องเปลี่ยนสูตรคำนวณ ?

สูตรเดิมของประกันสังคม จะใช้รายได้ 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ เป็นฐานในการคำนวณบำนาญ ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญ เพราะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้ประกันตน โดยเฉพาะพนักงานที่

  • ส่งเงินสมทบ มาตรา 33 มายาวนาน
  • มีรายได้ค่อนข้างสูงในช่วงทำงาน
  • คนที่เมื่อออกจากงานประจำต้องเปลี่ยนเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39

ซึ่ง ม.39 ถูกกำหนดให้ใช้ฐานค่าจ้าง คงที่ 4,800 บาท ไม่ว่ารายได้เดิมจะสูงแค่ไหนก็ตาม ผลลัพธ์คือ เมื่อเข้าช่วง 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ รายได้ฐานจะถูกคิดจาก 4,800 บาท ทำให้

  • ฐานเฉลี่ยลดลงมาก
  • บำนาญที่ได้รับลดฮวบผิดธรรมชาติ
  • และไม่สะท้อนจำนวนเงินสมทบ ที่เคยจ่ายมาหลายสิบปี

จึงถูกมองว่าเป็นระบบที่ “ไม่ยุติธรรม” ต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก และกลายเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ต้องปรับไปใช้สูตร CARE หรือสูตรเฉลี่ยรายได้ตลอดชีวิตการทำงานแทน

สูตร CARE ช่วยอะไรผู้ประกันตน ?

  • ใช้รายได้เฉลี่ยตลอดการทำงานจริง ตั้งแต่เริ่มทำงาน
  • ปรับค่าเงิน (Index) ให้ทันเงินเฟ้อ
  • คิดเศษเดือน ทำให้ได้เปอร์เซ็นต์บำนาญมากกว่า
  • เน้นส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้ตามจริง
  • ผู้เกษียณปัจจุบันก็จะได้รับการพิจารณาปรับเพิ่มด้วย

พูดง่ายๆ คือ ใครที่ส่งมานาน ไม่ว่าจะย้ายงาน เปลี่ยนสถานะ หรือต้องออกจากงานประจำแล้วไป ม.39 ก็ยังได้รับบำนาญที่สมเหตุสมผล ตามการส่งเงินสมทบจริง ไม่ถูกลดทอนเหมือนสูตร 60 เดือนสุดท้ายแบบเดิม

ซึ่งสูตร “CARE” ที่จะคำนวณแบบใหม่นี้ มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 และเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณสมทบจะเพิ่มเป็น 17,500 บาท ทำให้ฐานเงินบำนาญสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ

และที่สำคัญ ผู้ประกันตนที่เกษียณไปแล้วก็จะได้ปรับใหม่ด้วย โดยถ้าคำนวณสูตรใหม่แล้วได้น้อยลง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะคงอัตราเดิม แต่ถ้าได้มากขึ้น สปส.จะปรับเพิ่มให้

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ สิ่งที่ HR ควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน เกษียณอายุ 55 ปี อย่างไรก็ตาม หากองค์กรของคุณต้องการระบบบริหารงานบุคคล ที่ใช้งานง่าย เชื่อมต่อได้ทั้งเครื่องสแกนนิ้ว เครื่องสแกนใบหน้า และเช็กอินผ่านมือถือ “Cloud-TA” คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด ! ทั้งเรื่องความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และการใช้งานที่ไม่ต้องลงโปรแกรมให้ยุ่งยาก

Cloud-TA ระบบเดียวจบเรื่องลงเวลา ตรวจสอบขาด – ลา – มาสาย อนุมัติใบลา คำนวณโอที และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบเงินเดือนอัตโนมัติ พร้อมรายงานแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้ HR ทำงานเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากสนใจติดต่อ หรือสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่

Website: https://cloud-ta.com/

Email: cloud-ta@innova.co.th

Tel: 091-717-5499, 092-273-1760 (Sale)

Line: @Cloud-TA