การกำหนดอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำ ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งหลายคนอาจยังคุ้นเคยกับตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาทต่อวัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว อัตราค่าจ้างแบบขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด มีการทยอยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสภาพเศรษฐกิจ และค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่
ดังนั้น เพื่อช่วยให้ลูกจ้างไม่ถูกเอาเปรียบ และเป็นแนวทางสำหรับนายจ้างหรือผู้ที่กำลังมองหางานในการอ้างอิงค่าจ้าง ตามกฎหมายแรงงานอย่างถูกต้อง ในบทความนี้ Cloud-TA ขอพาทุกคนมาอัปเดตอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2569 แบบแยกตามพื้นที่ทั่วประเทศอย่างละเอียด ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย
ทำความเข้าใจ ค่าจ้างขั้นต่ำ คืออะไร ?
ค่าจ้างขั้นต่ำ คือ เงินได้ขั้นพื้นฐานสำหรับค่าจ้างพนักงาน ตามกฎหมายแรงงานกำหนดโดยรัฐบาล เพื่อเป็นการการันตีว่า แรงงานได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม ไม่ต่ำกว่าความเหมาะสมที่ควรเป็น ไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะมีสัญชาติ วัย หรือเพศใดก็ตาม
สำหรับนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับ หรือสูงกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ม.144 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำรวจอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ล่าสุด ปี 2569 อัปเดตทั่วประเทศ
การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ได้ประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศที่ 400 บาทต่อวัน และมีการเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม การปรับค่าแรงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปรับพร้อมกันทุกพื้นที่ในคราวเดียว แต่เป็นการทยอยปรับเป็นระยะ โดยการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันที่อัปเดตล่าสุดในปี 2569 ดังนี้
ค่าแรงขั้นต่ำ 337 บาท
ครอบคลุม 3 จังหวัด
- นราธิวาส
- ปัตตานี
- ยะลา
ค่าแรงขั้นต่ำ 345 บาท
ครอบคลุม 4 จังหวัด
- ตรัง
- น่าน
- พะเยา
- แพร่
ค่าแรงขั้นต่ำ 347 บาท
ครอบคลุม 16 จังหวัด
- กำแพงเพชร
- พิจิตร
- มหาสารคาม
- แม่ฮ่องสอน
- ระนอง
- ราชบุรี
- ลำปาง
- เลย
- ศรีสะเกษ
- สตูล
- สุโขทัย
- หนองบัวลำภู
- อำนาจเจริญ
- อุดรธานี
- อุตรดิตถ์
- อุทัยธานี
ค่าแรงขั้นต่ำ 348 บาท
ครอบคลุม 5 จังหวัด
- ชัยนาท
- ชัยภูมิ
- พัทลุง
- สิงห์บุรี
- อ่างทอง
ค่าแรงขั้นต่ำ 349 บาท
ครอบคลุม 5 จังหวัด
- กาฬสินธุ์
- นครศรีธรรมราช
- บึงกาฬ
- เพชรบูรณ์
- ร้อยเอ็ด
ค่าแรงขั้นต่ำ 350 บาท
ครอบคลุม 3 จังหวัด
- นครสวรรค์
- ยโสธร
- ลำพูน
ค่าแรงขั้นต่ำ 351 บาท
ครอบคลุม 3 จังหวัด
- ชุมพร
- เพชรบุรี
- สุรินทร์
ค่าแรงขั้นต่ำ 352 บาท
ครอบคลุม 15 จังหวัด
- กาญจนบุรี
- จันทบุรี
- เชียงราย
- ตาก
- นครพนม
- บุรีรัมย์
- ประจวบคีรีขันธ์
- พังงา
- พิษณุโลก
- มุกดาหาร
- สกลนคร
- สงขลา (ยกเว้น อ.หาดใหญ่)
- สระแก้ว
- สุราษฎร์ธานี (ยกเว้น อ.สมุย)
- อุบลราชธานี
ค่าแรงขั้นต่ำ 354 บาท
ครอบคลุม 2 จังหวัด
- กระบี่
- ตราด
ค่าแรงขั้นต่ำ 355 บาท
ครอบคลุม 3 จังหวัด
- นครนายก
- สุพรรณบุรี
- หนองคาย
ค่าแรงขั้นต่ำ 356 บาท
ครอบคลุม 1 จังหวัด
- ลพบุรี
ค่าแรงขั้นต่ำ 357 บาท
ครอบคลุม 5 จังหวัด
- ขอนแก่น
- เชียงใหม่ (ยกเว้น อ.เมืองเชียงใหม่)
- ปราจีนบุรี
- พระนครศรีอยุธยา
- สระบุรี
ค่าแรงขั้นต่ำ 358 บาท
ครอบคลุม 1 จังหวัด
- สมุทรสงคราม
ค่าแรงขั้นต่ำ 359 บาท
ครอบคลุม 1 จังหวัด
- นครราชสีมา
ค่าแรงขั้นต่ำ 372 บาท
ครอบคลุม 5 จังหวัด
- นครปฐม
- นนทบุรี
- ปทุมธานี
- สมุทรปราการ
- สมุทรสาคร
ค่าแรงขั้นต่ำ 380 บาท
ครอบคลุม 2 อำเภอ
- อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
- อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท
ครอบคลุม 5 จังหวัด 1 อำเภอ และ 2 ประเภทธุรกิจ
- กรุงเทพมหานคร
- ฉะเชิงเทรา
- ชลบุรี
- ภูเก็ต
- ระยอง
- อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
- กิจการโรงแรมทั่วประเทศ ประเภท 2 3 และ 4
- กิจการสถานบริการทั่วประเทศ เช่น ไนต์คลับ ผับ บาร์ และคาราโอเกะ
สำหรับผู้ประกอบการ หรือเจ้าของธุรกิจ ที่กำลังมองหาตัวช่วยในการจัดการเงินเดือนพนักงาน ขอแนะนำโปรแกรม Payroll จาก Cloud-TA ที่ออกแบบมา เพื่อช่วยให้การบริหารงานด้าน HR เป็นเรื่องง่าย และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การคำนวณเงินเดือน ค่าล่วงเวลา ไปจนถึงการจัดการข้อมูลพนักงาน พร้อมรองรับการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมายแรงงานอย่างถูกต้อง

ทำไมอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จึงสำคัญต่อกลไกแรงงาน ?
สำหรับประเทศไทย การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งแรงงาน นายจ้าง และภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ โดยล่าสุดตามกฎหมายแรงงาน มีการขยับฐานค่าแรงขั้นต่ำไปสู่ระดับประมาณ 400 บาทต่อวันในหลายพื้นที่ ซึ่งนับเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบกว่า 10 ปี หลังจากปี 2556 ที่กำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่ 300 บาท
โดยการปรับฐานรายได้ในครั้งนี้ สามารถสรุปข้อดีของการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำได้ ดังนี้
เพิ่มรายได้ให้เหมาะสมกับเงินเฟ้อ
ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา รายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทยเติบโตค่อนข้างช้า ขณะที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกปี การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจึงช่วยให้แรงงานมีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น
ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
แน่นอนว่าการกำหนดฐานค่าแรงขั้นต่ำ เป็นเครื่องมือหนึ่งของภาครัฐ ในการลดช่องว่าง ระหว่างรายได้ของแรงงานระดับล่างกับกลุ่มรายได้สูง เมื่อแรงงานมีรายได้เริ่มต้นที่สูงขึ้น ย่อมลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างความเท่าเทียมในสังคมได้ในระดับหนึ่ง
กระตุ้นเศรษฐกิจให้คนกล้าใช้จ่าย
เมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น กำลังซื้อสูงขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่ต้องรัดเข็มขัด ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ช่วยกระตุ้นธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และภาคบริการต่าง ๆ ให้เติบโตตามไปด้วย
สร้างแรงจูงใจในตลาดแรงงาน
จะเห็นได้ว่า ตลาดแรงงานโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม หรือก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทน จากค่าจ้างที่ไม่สามารถรับค่าแรง
ทั้งนี้ ค่าแรงที่เหมาะสมช่วยดึงดูดแรงงานเข้าสู่ระบบ เพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน และลดอัตราการลาออก ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจที่ต้องการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว
ส่องผลกระทบปรับค่าจ้างขั้นต่ำ และแนวทางรับมือผู้ประกอบการ
ในมุมมองของนายจ้าง การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SME ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านจ้างงานที่สูงขึ้น
ทำให้หลายองค์กรต้องเร่งปรับตัว ทั้งในด้านการบริหารคน การควบคุมต้นทุน และการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานฉบับล่าสุด และยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยแนวทางรับมือเบื้องต้น ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้ มีดังนี้
ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น
สิ่งแรกที่ควรเริ่มต้น คือ การทบทวนกระบวนการทำงานทั้งหมด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน หรือรวมหน้าที่บางตำแหน่งเข้าด้วยกัน พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทีมงาน ลดต้นทุนด้านแรงงาน และทำให้ทรัพยากรบุคคลถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
มองหาโอกาสเพิ่มรายได้ใหม่ ๆ
นอกจากการปรับราคาสินค้า หรือบริการให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการควรมองหาแหล่งรายได้เพิ่มเติม เช่น การขยายตลาดใหม่ เพิ่มช่องทางออนไลน์ ออกสินค้าใหม่ หรือเพิ่มบริการเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างรายได้หลายทาง ช่วยพยุงธุรกิจในช่วงต้นทุนสูง
ปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่าย
ควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค วัตถุดิบ หรือค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ จากนั้นจัดลำดับความสำคัญ และตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน และรองรับภาระค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
วางแผนโครงสร้างเงินเดือน
ค่าแรงที่สูงขึ้น ไม่เพียงเป็นต้นทุน แต่ยังเป็นเครื่องมือดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีคุณภาพ ผู้ประกอบการควรวางโครงสร้างเงินเดือนให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน พร้อมออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ เช่น โบนัสตามผลงาน วันลาพิเศษ หรือการอบรมพัฒนาทักษะ เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะยาว
นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
สุดท้าย การนำซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการ เช่น ระบบ HR หรือระบบ Payroll สามารถช่วยลดงานเอกสาร และลดความผิดพลาด และประหยัดเวลาในการทำงานของพนักงาน ทำให้องค์กรใช้คนจำนวนน้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้น
หากใครกำลังมองหาตัวช่วย ในการจัดการระบบเงินเดือนให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน ขอแนะนำ Cloud-TA ระบบบันทึกเวลายุคใหม่ ที่รวมงานฝ่ายบุคคลไว้ในที่เดียว ตั้งแต่การตรวจสอบเวลาทำงาน การขอวันลา การออกสลิปเงินเดือน ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูลพนักงานอย่างเป็นระบบ ช่วยลดภาระงานเอกสารเพิ่มความแม่นยำ และประหยัดเวลาการทำงานของ HR
มาพร้อมแพ็กเกจค่าบริการเริ่มต้นเพียง 900 บาทต่อเดือน เหมาะสำหรับทั้งธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ สนใจสามารถติดต่อ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Website: https://cloud-ta.com/
Email: cloud-ta@innova.co.th
Tel: 091-717-5499, 092-273-1760 (Sale)
Line: @Cloud-TA
