กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

นายจ้าง ฝ่ายบุคคล และพนักงานในองค์กรต้องเจอการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้ง เมื่อกระทรวงแรงงานเริ่มมีการพูดถึงกฎหมายใหม่ว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อคุ้มครองลูกจ้าง และให้ลูกจ้างมีเงินทุนสำรองในกรณีที่เกษียณ หรือลาออกจากงาน

สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่ากองทุนสงเคราะห์มีอะไรบ้าง ในบทความนี้ Cloud-TA จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เงื่อนไขการสมทบเบื้องต้น ไปจนถึงความแตกต่างของกองทุนต่าง ๆ เพื่อให้ทั้งนายจ้าง และลูกจ้างได้เตรียมความพร้อมก่อนใคร

ทำความเข้าใจ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกัน และให้ลูกจ้างมีเงินทุนสำรองไว้ใช้จ่ายในช่วงที่ขาดรายได้ ในกรณีที่ต้องออกจากงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • การลาออก
  • การถูกเลิกจ้าง
  • การเกษียณอายุ

โดยกองทุนดังกล่าว อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งลูกจ้างจะต้องส่งเงินสะสมเข้ากองทุนเป็นจำนวน 0.25% ของค่าจ้าง รวมกับเงินสมทบจากฝั่งนายจ้างอีก 0.25% รวมเป็น 0.50% ต่อเดือน

ยกตัวอย่างเช่น นาย A ได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท จะถูกหักเงินเข้ากองทุน 0.25% (50 บาท) และนายจ้างต้องสมทบทุนเข้ากองทุนในจำนวนที่เท่ากัน คือ 50 บาท เท่ากับในเดือนนั้นนาย A จะมีเงินในกองทุนทั้งหมด 100 บาท

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง VS กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แตกต่างกันอย่างไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เป็นเงินออมระยะยาว สำหรับการเกษียณอายุโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสวัสดิการตามความสมัครใจที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงเข้าร่วมด้วยกัน แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่อายุงานของลูกจ้าง เช่น หากลูกจ้างทำงานไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็อาจไม่ได้รับเงินสมทบจากนายจ้างในส่วนนั้นไปทั้งหมด

ในขณะที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นเงินทุนสำรองระยะสั้น ที่ช่วยลดภาระทางการเงิน เมื่อลูกจ้างต้องออกจากงาน ทั้งยังเป็นกองทุนภาคบังคับตามกฎหมาย สำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไข หากลูกจ้างออกจากงาน ก็จะได้รับเงินที่ส่งเข้ากองทุนมาทั้งหมดในทันที

โดยจากเดิมนายจ้างจะต้องส่งเงินเข้ากองทุน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป แต่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เผยว่า ภาครัฐอยู่ในระหว่างการพิจารณาชะลอการจัดเก็บเงินสมทบออกไปก่อนประมาณ 6 เดือน เพื่อผ่อนคลาย และลดภาระให้แก่ภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม หากทางภาครัฐได้ข้อสรุปที่แน่นอนแล้ว จะเริ่มดำเนินการให้นายจ้าง และลูกส่งสมทบเงินตามหลักเกณฑ์การนำเงินส่งเข้ากองทุน โดยจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ เพื่อให้พนักงาน และบริษัทค่อย ๆ เริ่มปรับตัว ดังนี้

  • ระยะที่ 1: ในแต่ละเดือนลูกจ้างจะต้องจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
  • ระยะที่ 2: อัตราการสมทบเงินจะปรับขึ้นเป็นเงินสมทบ 0.50% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่าย 0.50% ของค่าจ้าง

ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่หักเงิน และนำส่งพร้อมเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และต้องทำการแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงข้อมูลของบัญชีธนาคารภายใน 7 วันนับตั้งแต่ที่มีการหักเงินสะสมเข้ากองทุนเป็นครั้งแรก

ไขข้อข้องใจ! บริษัทแบบไหนบ้าง ที่ต้องเข้าร่วมกองทุน

หนึ่งในข้อสงสัยที่ HR และเจ้าของบริษัทต้องการคำตอบ ในการสมทบทุนเข้าเงินกองทุนให้กับพนักงาน คือ บริษัทของเราเข้าข่ายต้องจ่ายเงิน และเข้าร่วมกองทุนหรือไม่ โดย Cloud-TA ได้รวบรวมเงื่อนไขเบื้องต้นมาไว้ให้แล้ว ดังนี้

  • สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  • สถานประกอบการนั้นไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
  • กรณีที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่พนักงานเลือกที่จะไม่เข้ากองทุน (เช่น พนักงานที่ยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน หรือพนักงานที่เลือกจะไม่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) นายจ้างต้องให้พนักงานกลุ่มนี้ เข้าเป็นสมาชิกของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน

เปรียบเทียบ ความแตกต่างของกองทุนต่าง ๆ ที่คนทำงานต้องรู้

แม้กองทุนแต่ละประเภท จะมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และสวัสดิการให้กับคนทำงานเหมือนกัน แต่รายละเอียดในเรื่องของผู้มีสิทธิ เงินสมทบ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอาจแตกต่างกันออกไป ดังนั้น การเปรียบเทียบข้อมูลแต่ละด้าน จะช่วยให้เข้าใจหน้าที่ และความแตกต่างของแต่ละกองทุนได้ง่ายขึ้น ดังนี้

เงื่อนไขกองทุนเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)กองทุนประกันสังคม (SSF)กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
การเข้าร่วมบังคับ
(องค์กรที่มีพนักงาน 10 คนเป็นต้นไป แต่หากเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่จำเป็นต้องจ่าย)
บังคับตามความสมัครใจของพนักงาน
ผู้สมทบนายจ้างและลูกจ้าง
(สมทบในอัตราเท่ากันตามกฎหมาย)
นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลนายจ้างและลูกจ้าง
(ตามนโยบายของแต่ละบริษัท)
วัตถุประสงค์หลักออกจากงาน หรือเสียชีวิตเจ็บป่วย, คลอดบุตร, ว่างงาน,ชราภาพ ฯลฯออมเงินระยะยาว เพื่อใช้หลังเกษียณ

สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนา และอัปเกรดงานฝ่ายบุคคลให้ทันสมัยยิ่งขึ้น Cloud-TA คือ เครื่องมือระบบบันทึกเวลางาน (Time Attendance System) ที่ช่วยบริหารจัดการงาน HR ได้ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การลงบันทึกเวลาทำงาน การขอลา หรือแม้แต่โปรแกรมคำนวณเงินเดือน โดยระบบจะมีการคำนวณเงินกองทุนที่หักไปอัตโนมัติ พร้อมอัปเดตในสลิปเงินเดือนทันที

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

อัปเดต สิ่งที่นายจ้างและพนักงานต้องทำ เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

หลังจากทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ของกองทุนกันไปแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การเตรียมความพร้อมของนายจ้างและพนักงาน เพราะแต่ละฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทุนในขั้นตอนที่แตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

ฝั่งนายจ้าง

นายจ้างสามารถดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนได้บนเว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อยื่นแบบรายชื่อลูกจ้างตามในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมกับนำส่งเงินสมทบ ดังนี้

  • ยื่นแบบรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3 หรือ สกล.3/1) ตามระเบียบปี 2567
  • แจ้งแบบเปลี่ยนแปลงรายการ (สกล.3/2) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • หักและนำส่งเงินสะสม 0.25% ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้เดือนไหนไม่ได้จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ก็ยังต้องนำส่งเสมือนจ่ายแล้ว
  • จ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้างในช่วงเวลาเดียวกับเงินสะสม

ฝั่งลูกจ้าง

โดยปกติแล้วลูกจ้าง หรือพนักงานในบริษัททั้งรายวัน และพนักงานประจำ จะเป็นสมาชิกกองทุนโดยอัตโนมัติ พร้อมกับจ่ายเงินสะสมเป็นประจำทุกเดือน ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • จ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574 โดยนายจ้างหักจากค่าจ้างและนำส่งแทนทุกเดือน
  • แจ้งข้อมูลให้นายจ้างทราบทุกครั้ง หากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น รายละเอียดในแบบรายชื่อลูกจ้าง หรือกำหนดผู้รับเงินสงเคราะห์แทน กรณีเสียชีวิต

ทั้งนี้ หากนายจ้างส่งเงินเดือนไม่ครบ หรือช้ากว่าที่กำหนด ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 5% ต่อเดือน (เศษของเดือนถ้าถึง 15 วันนับเป็น 1 เดือนเต็ม น้อยกว่านั้นปัดทิ้ง) ทั้งเงินสะสมและเงินสมทบ

สรุป ทำไมถึงต้องจ่ายเงินให้กับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) เป็นอีกหนึ่งหลักประกันสำหรับคนทำงาน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสำรอง เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็น การลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือกรณีเสียชีวิต

นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์ และเงื่อนไขแตกต่างจากกองทุนประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังนั้น นายจ้าง พนักงาน และฝ่าย HR ควรทำความเข้าใจรายละเอียดของแต่ละกองทุน รวมถึงเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จากการนำส่งเงินหรือข้อมูลไม่ครบถ้วนในภายหลัง

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ประกอบการ หรือ HR ที่กำลังมองหาระบบจัดการงานบุคคลแบบครบวงจร Cloud-TA คือคำตอบ เพราะระบบของเราสามารถตรวจสอบเวลา และบันทึกการทำงานของพนักงานได้แบบเรียลไทม์ ทั้งยังช่วยจัดการเงินเดือน และคำนวณค่าจ้างอัตโนมัติ 

หากสนใจ สามารถติดต่อได้ที่

Website: https://cloud-ta.com/

Email: cloud-ta@innova.co.th

Tel: 091-717-5499, 092-273-1760 (Sale)

Line: @Cloud-TA