ค่าคอมมิสชัน

ค่าคอมมิสชัน (Commission) เป็นหนึ่งในรูปแบบค่าตอบแทนที่หลายองค์กรใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างยอดขายของบริษัท เพราะนอกจากเงินเดือนประจำแล้ว พนักงานยังมีโอกาสได้รับรายได้เพิ่ม ตามผลงาน หรือยอดขายที่ทำได้จริง จึงช่วยกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเชิงบวก และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ในบทความนี้ Cloud-TA จะพามาทำความรู้จักว่า ค่าคอมมิสชัน คืออะไร พร้อมสิ่งที่ทั้งนายจ้าง และพนักงานควรรู้ ก่อนกำหนดโครงสร้างค่าตอบแทน เพื่อให้การบริหารค่าจ้างมีความโปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ค่าคอมมิสชัน คืออะไร 

ค่าคอมมิสชัน (Commission) คือ ค่าตอบแทนที่พนักงาน จะได้รับจากการปิดการขาย และทำยอดขาย หรือยอด KPI ได้ตรงตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนดไว้ โดยปกติแล้วจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดที่ได้ หรือกำไรสุทธิ พร้อมกับจ่ายเงินเพิ่มให้จากฐานเงินเดือน เพื่อจูงใจให้พนักงานในองค์กร มุ่งเน้นการทำยอด หรือปิดการขายให้ได้มากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คอมมิสชันจึงเปรียบเสมือนแรงผลักดัน ที่ทำให้พนักงานมีเป้าหมายการทำงานชัดเจน และสร้างผลงานที่สามารถวัดผลได้จริง โดยตำแหน่งที่จะได้รับเงินพิเศษเพิ่มเติม มักเกี่ยวข้องกับการคลับเคลื่อนรายได้ และการเติบโตของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น

  • งานขายและการตลาด: เช่น พนักงานขาย (Sales) และตัวแทนจำหน่าย
  • งานบริการและที่ปรึกษา: เช่น พนักงานแนะนำบริการ (Telesales), ที่ปรึกษาการเงิน, ที่ปรึกษาด้านความงาม และที่ปรึกษาด้านการศึกษา
  • งานสื่อสิ่งพิมพ์: เช่น นักเขียนข่าว โดยจะนับยอด KPI จากยอดวิว หรือยอดคลิกของผู้อ่าน
ค่าคอมมิสชัน

ชวนรู้ ! ค่าคอมมิสชัน มีทั้งหมดกี่รูปแบบ

การกำหนดรูปแบบค่าคอมมิสชันที่เหมาะสม ถือเป็นส่วนสำคัญของการบริหารค่าตอบแทน เพราะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ควบคู่ไปกับการผลักดันเป้าหมายขององค์กร โดยรูปแบบคอมมิสชันที่ใช้ในแต่ละธุรกิจ มีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้

คอมมิสชันตามผลงาน

การคิดคอมมิสชันตามผลงาน วัดจากผลงานโดยรวมทั้งหมด เช่น จำนวนยอดขาย, ความพึงพอใจของลูกค้า และการปฏิบัติหน้าที่ โดยคำนวณค่าจ้างตามผลงาน

ตัวอย่างเช่น คอมมิสชัน 5% เมื่อทำยอดขายได้ 200,000 บาท และได้รับความพึงพอใจจากลูกค้า จะได้รับค่าจ้างในส่วนคอมมิสชัน 5% = 10,000 บาท เป็นต้น

คอมมิสชันแบบขั้นบันได

สำหรับคอมมิสชันแบบขั้นบันได พนักงานจะได้รับตามระดับยอดขาย หรือผลงาน ดังนั้น ยิ่งทำยอดขาย หรือผลงานสูงมากเท่าไหร่ ระดับขั้นการจ่ายเงินก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น

  • ยอดขายตั้งแต่ 0 – 10,000 บาท จะได้รับเงินเพิ่ม 5%
  • ยอดขาย 10,001 – 20,000 บาท จะได้รับเงินเพิ่ม 10%
  • ยอดขายเกิน 20,001 บาทขึ้นไป จะได้รับเงินเพิ่ม 15%

คอมมิสชันจากกำไร

คอมมิสชันจากกำไร เป็นอัตราคอมมิสชันที่พนักงานจะได้รับจากกำไร โดยจะคิดจากเปอร์เซ็นต์กำไร ซึ่งอยู่ที่ 5%, 10%, 15% หรือ 20% เช่น กำไรจากการขายอยู่ที่ 100,000 บาท จะได้รับคอมมิสชัน 10% หรือ 10,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ สามารถดูวิธีการคำนวณเงินคอมมิสชันจากกำไรเพิ่มเติม เพื่อให้ HR และพนักงานบัญชีคิดเงินเดือนพนักงานได้ถูกต้อง 

คอมมิสชันส่วนต่างกำไร

คอมมิสชันส่วนต่างกำไร เป็นค่าตอบแทนที่คำนวณจากกำไรสุทธิ จากการขายสินค้า ไม่ได้คิดจากยอดขาย เหมาะกับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าที่มีกำไรสูง โดยพนักงานจะได้เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งเฉพาะกำไรที่เหลือ หลังจากหักต้นทุนสินค้าแล้วเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น บริษัทกำหนดให้พนักงานขายได้คอมมิสชัน 10% จากส่วนต่างของกำไร

  • ราคาสินค้าที่ขายได้: 10,000 บาท
  • ต้นทุนสินค้า: 5,000 บาท
  • กำไร (ส่วนต่าง): 5,000 บาท
  • เงินคอมมิสชันที่พนักงานจะได้รับ: ได้แก่ 5,000 x 10% = 500 บาท

คอมมิสชันตามระยะเวลาทำงาน

ในส่วนของอัตราคอมมิสชันตามระยะเวลาทำงาน คือ การให้คอมมิสชันเพิ่มขึ้นตามอายุงาน หรือจำนวนปีที่ทำงาน เพื่อจูงใจให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรในระยะยาว เช่น หากทำงานครบ 1 ปี จะได้รับเงินในอัตรา 1% และทำครบ 3 ปี ได้เพิ่ม 3% เป็นต้น

ค่าคอมมิสชันจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ

สำหรับเงินคอมมิสชันจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ (Residual Commission) จะเป็นค่าตอบแทนที่พนักงานได้รับต่อเนื่องทุกครั้ง ที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำ หรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจที่มีการสมัครสมาชิก หรือให้บริการรายเดือน

อย่างไรก็ตาม หากองค์กรของคุณต้องการบริหารงานบุคคลอย่างเป็นระบบ Cloud-TA คือ ระบบ HR (Human Resource) ที่ช่วยจัดการข้อมูลการลงเวลา การลา และ Payroll ได้อย่างครบวงจร พร้อมรายงานแบบเรียลไทม์ ทำให้ HR และพนักงานสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น

ค่าคอมมิสชัน

แชร์ สิ่งที่ต้องพิจารณา ก่อนจ่ายเงินคอมมิสชันให้พนักงาน

การกำหนดค่าคอมมิสชันที่เหมาะสม เป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และผลักดันให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ  ดังนั้น ก่อนกำหนดนโยบายการจ่ายเงินคอมมิสชัน นายจ้างควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ ดังต่อไปนี้

โครงสร้างชัดเจน

การกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีคำนวณเงินคอมมิสชันให้ชัดเจน จะช่วยให้พนักงานเข้าใจเงื่อนไขการได้รับค่าตอบแทนอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น อัตราค่าคอมมิสชัน เป้าหมายยอดขาย หรือช่วงเวลาการจ่ายเงิน เพื่อลดความสับสน และป้องกันข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

ยุติธรรมกับพนักงาน

อีกหนึ่งจุดสำคัญในการกำหนดอัตราคอมมิสชัน คือ การมีมาตรฐานเดียวกัน โดยจะต้องพิจารณาจากผลงานของพนักงานแต่ละคน พร้อมกับแจกแจงที่มา และเหตุผลที่ให้ค่าตอบแทนที่ต่างกันให้ชัดเจน รวมถึงอธิบายด้วยว่าเงินที่หักไป ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย หรือต้องเสียภาษีประจำปี เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความรู้สึกเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมบรรยากาศการทำงานในองค์กรให้ดียิ่งขึ้น

สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร

รูปแบบการจ่ายเงินคอมมิสชัน ควรสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มยอดขาย การขยายฐานลูกค้า รวมถึงผลักดันสินค้า หรือบริการของแบรนด์ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น 

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขที่สอดคล้องกับทิศทางขององค์กร จะช่วยให้พนักงาน มุ่งเน้นการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งยังช่วยให้องค์กร ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงว่าพนักงานจะทำงานผิดพลาดอีกต่อไป

วัดผลได้ชัดเจน

การจ่ายค่าคอมมิสชัน ควรอ้างอิงจาก KPI หรือข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น ยอดขาย จำนวนลูกค้าใหม่ หรือยอดปิดการขาย เพื่อให้การคำนวณค่าตอบแทนมีความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน

สรุป ทำไมค่าคอมมิสชัน ถึงสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

ค่า Commission เป็นค่าตอบแทนเพิ่มเติม ที่องค์กรจ่ายให้พนักงานตามผลงาน ยอดขาย หรือ KPI ที่กำหนด เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และผลักดันให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย โดยแต่ละองค์กร จะต้องกำหนดโครงสร้างการจ่ายที่ชัดเจน และสามารถวัดผลได้ เพื่อสร้างความโปร่งใส และความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน

อย่างไรก็ตาม สำหรับองค์กรที่ต้องการบริหารค่าตอบแทน พร้อมจัดการข้อมูลการลงเวลา การลา และเงินเดือนอย่างเป็นระบบ Cloud-TA พร้อมช่วยให้การบริหารงานบุคคลเป็นเรื่องง่าย ด้วยระบบ HR และ Payroll ที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว 

หากสนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูล หรือทดลองใช้ระบบ Cloud-TA ได้ที่

Website: https://cloud-ta.com/

Email: cloud-ta@innova.co.th 

Tel: 091-717-5499, 092-273-1760 (Sale)

Line: @Cloud-TA